วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

ชาวลำพูน รวมตัวขับไล่ "กกต.สมชัย" ที่ตำหนิไม่จัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย







พี่น้องจังหวัดลำพูน รวมตัวประท้วง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่ กกต.ประจำจังหวัดลำพูด แสดงความไม่พอใจที่นายสมชัย เขียนเฟสบุ้คตำหนิคนเสื้อแดงว่าถ่อย - เถื่อน - ต่ำ และปราศรัยโจมตีการทำงานของ กกต.ว่า ไม่จัดการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ จังหวัดลำพูน เป็นจังหวัดที่มีสถิติการใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูงที่สุดในประเทศไทย ติดต่อกันถึง 11 ครั้งติดต่อกัน และเป็นจังหวัดที่มีการตื่นตัวด้านประชาธิปไตยอย่างน่าสนใจจังหวัดหนึ่งด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

ช็อคสังคมไทย! "พ่อ-แม่" แจ้งความจับ "ลูกสาว" ผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม.112


เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายสุรพงศ์ อมรพัฒน์ อายุ 67 ปี และ นางสมจินตนา อมรพัฒน์ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64 ซอยเฉลิมพระเกียรติ 22 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม.เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือ โรสอายุ 34 ปี  ซึ่งบุตรสาวคนเล็กของนายสุรพงศ์ และนางสมจินตนา เอง ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยนำแผ่นดีวีดีบันทึกภาพและเสียงของ น.ส.ฉัตรวดี ที่มีการกล่าวพาดพิงสถาบันเบื้องสูง รวม 7 คลิป มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

       นายสุรพงศ์ และ นางสมจินตนา เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีบุตรสาวตนเอง เป็นเพราะช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ถูกต่อว่า ถูกโทรศัพท์มาคุกคามต่างๆ นานา หลังจากบุตรสาวซึ่งไปทำงานเป็นช่างผม หรือแฮร์สไตลลิสต์ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ถ่ายคลิปวีดีโอคำพูดซึ่งมีการพาดพิงสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวไทย แล้วถูกเผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

       บิดาและมารดาของ น.ส.ฉัตรวดี เปิดเผยด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นพวกตนไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิดของบุตรสาว จึงต้องเข้าแจ้งความเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ขณะนี้ก็ยังติดต่อกับบุตรสาวได้บ้างไม่ได้บ้าง เคยบอกเตือนให้หยุดกระทำแบบนี้ แต่บุตรสาวก็ไม่ฟัง เขาก็ไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ นานแล้วตอนนี้ก็ได้สัญชาติอังกฤษ ลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น พวกตนก็ไม่เคยบังคับอะไรบุตรสาวเลย ก็อยากขอความเห็นใจจากคนในสังคมว่า ลูกกระทำผิดก็ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ต้องผิดไปด้วยเพราะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ

 ขณะที่ พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า กรณีดังกล่าวตนได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว หากพบว่าเป็นความผิดจริงแม้จะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่ถือว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทย มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนั้นคงต้องทำงานร่วมกับทางอัยการสูงสุด ต่อไป


       พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวต่อว่า ในเวลา 10.00 น.วันที่ 18 เมษายนนี้ ทาง พล.ต.ต.นรบุญ แน่นหนา รอง ผบช.ก.รักษาราชการแทน ผบก.ป.จะเรียกประชุมคณะทำงานติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋แกนนำคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งตนจะเสนอที่ประชุมให้นำกรณีการแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ฉัตรวดี มาพิจารณาเพื่อรวมเป็นคดีเดียวกัน ก่อนนำเรื่องเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป.

"หมอเชียงใหม่" พูดหลักการตอกหน้า "ปลัด สธ." ประชุมวางแผนเพื่อความเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่ผิดหลักการอะไร หากไม่ทำอาจเข้าข่ายผิดวินัยข้าราชการได้

นพ.ภีศเดช สัมมานันท์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ในฐานะแกนนำกลุ่มเพื่อนสาธารณสุขเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า จริงๆแล้วศอ.รส.ถูกตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ซึ่งหมายถึงมีกฎหมายชัดเจน และจัดเป็นผู้บังคับบัญชา ณ ขณะนี้ แม้ ศอ.รส.จะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็ตาม ซึ่งนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. และปลัดทุกกระทรวง ถือเป็นข้าราชการก็ควรพึงปฏิบัติ อีกทั้ง  การเรียกเข้าพบก็เพื่อเตรียมพร้อมในเรื่องการวางแผนความเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงไม่น่าจะผิดหลักอะไร การไม่ทำตามอาจเข้าข่ายผิดวินัยข้าราชการได้
      

เมื่อถามว่าเป็นบุคลากรในสธ. กังวลหรือไม่ที่ออกมาพูดลักษณะตำหนิผู้บังคับบัญชา คือ ปลัด สธ. นพ.ภีศเดช กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะคิดว่าปลัดสธ.เข้าใจดีว่า ตนพูดตามหลัก เพราะก็เป็นข้าราชการคนหนึ่งเช่นกัน

"ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ" ใบ้กิน! "เจ้าคุณพิพิธ" เทศน์ถามกลางงาน "ขอนายกฯ ม.7 ถูกต้องหรือไม่?"

พระราชวิจิตรปฎิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม แสดงเทศนาธรรมในวันครบรอบ 16ปี ศาลรัฐธรรมนูญ และได้ถามนายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยวาจาว่า การขอนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ถูกต้องหรือไม่ โดยขอให้ตอบภายใน 7 วัน"

"สหภาพรัฐสภาสากล" ส่งหมายเตือนการทำหน้าที่ ปปช. กรณีไม่เป็นกลางตัดสิทธิ์ 308 ส.ว.-ส.ส. ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ





เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ น.ส.ภูวนิดา คุณผลิน อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ฐานะคณะทำงานฝ่ายต่างประเทศพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีการเดินทางไปยื่นหนังสือถึงเลขาธิการสหภาพรัฐสภาสากล (ไอพียู) เพื่อขอให้ไอพียูย้ำเตือนประเทศไทยกรณีการบังคับใช้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) หลัง ส.ส.และส.ว.308 คนถูกกล่าวหาว่าล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และถูกยื่นถอดถอนสิทธิทางการเมืองโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

 น.ส.จารุพรรณ กล่าวว่า ภายหลังการยื่นหนังสือในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยขอให้ไอพียูตรวจสอบองค์กรที่กำลังตรวจสอบกรณี 308 ส.ส.และ ส.ว.ร่วมแก้รัฐธรรมนูญ และขอให้ตรวจสอบการถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฐานะแกนนำ นปช.ในคดีการก่อการร้าย และกรณีการสอบสวนโครงการรับจำนำข้าว โดยล่าสุดไอพียูได้แจ้งมายังคณะทำงานฯ ว่าได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าวและส่งหมายเตือนไปยังประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว 

 ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศทั้งไอพียู สหประชาชาติ และนานาประเทศกำลังติดตามว่าองค์กรอิสระที่มีอำนาจเทียบเท่าศาลอย่างป.ป.ช.ที่มีการตรวจสอบเรื่องต่างๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปสังเกตการณ์ได้ จะอธิบายความเป็นนิติรัฐ นิติธรรมได้ยากลำบาก ดังนั้นองค์กรระหว่างประเทศที่ดูแลและคุ้มครองหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน จึงต้องตรวจสอบการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิด โดยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน หากเจ้าพนักงานงานยุติธรรมคนใดละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศจะถูกขึ้นบัญชีดำในระดับนานาชาติได้ ทั้งนี้ ทุกเรื่องจะถูกตัดสินในวันที่ 18 เม.ย.นี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมติดตาม

 เมื่อถามว่าหาก ป.ป.ช.ยืนยันว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นกระบวนการภายในประเทศ องค์กรต่างชาติไม่สามารถก้าวก่ายได้ น.ส.จารุพรรณ กล่าวว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญาต้องยึดตามกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศ โดยต้องให้ความสำคัญถึงสิทธิในการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ เรื่องการตรวจสอบ 308 ส.ส. และ ส.ว.ว่ามีความผิดล้มล้างประชาธิปไตยเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีผู้คนให้ความสนใจ รวมถึงเรื่องการถอนประกันนายณัฐวุฒิและนายจตุพรซึ่งจะมีผลในวันที่ 18 เม.ย. ทำให้สงสัยว่าเป็นการกลั่นแกลงทางการเมืองหรือไม่ นานาอารยะประเทศจึงให้ความสำคัญ

 น.ส.ภูวนิดา กล่าวว่า การไปยื่นหนังสือของคณะทำงานฯ ดำเนินการไปตามหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาไทย โดยอยากให้ไอพียูพิจารณาตรวจสอบและติดตามกระบวนการยุติธรรมและการอำนวยความยุติธรรมของไทย เพื่อให้มีพัฒนาการที่เป็นมาตรฐานสากล

"ปลัดสาธารณสุข" เป่านกหวีดแข็งข้อ! ไม่ไปเข้าประชุม ศอ.รส. ให้สังคมพิจารณาลงโทษเอง


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 เม.ย. ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศอ.รส. กล่าวถึงกรณี ที่ศอ.รส.เรียกประชุมปลัดกระทรวงทุกกระทรวงในวันนี้ว่า เป็นการทำความเข้าใจข้อกำหนดหลักการปฎิบัติงานของข้าราชการพลเรือนในแนวทางการปฎิบัติให้ตรงกัน และเกี่ยวข้องกับกรณีการสนับสนุนการชุมนุมของกปปส. โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ที่ประกาศตัว นำการปกครองแบบรัฎฐาธิปัตย์ ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง โดยได้เตรียมเอกสารและภาพการปราศรัยของนายสุเทพ มาชี้แจ้งให้เห็นว่า หากข้าราชการไปให้ความร่วมมือ และสนับสนุน คนอย่างนายสุเทพ ที่ตั้งตนเป็นรัฎฐาธิปัตย์นั้น ถือว่าผิดวินัยของข้าราชการ 

 ทั้งนี้ในส่วนของปลัดกระทรวงที่ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ต้องดูที่เหตุผลว่าด้วยเหตุใด เช่น ปลัดกระทรวงแรงงานท่านไม่สบาย ก็สามารถชี้แจงได้ แต่หากมีเจตนาชัดเจนเช่นปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ปฏิเสธชัดเจนว่าจะไม่มา ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะไม่มีการโยกย้าย แต่ก็ต้องให้สังคมได้พิจารณาว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามตนก็ไม่ได้กังวลอะไร 

"จุฬาฯ" ไม่ต่อสัญญาจ้าง "อ.สุดา" เหตุ "ไปเล่นงิ้วธรรมศาสตร์"

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. น.ส.สุดา รังกุพันธ์ เปิดเผยว่า คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ต่อสัญญาจ้างพนักงาน (หมวดเงินอุดหนุน) ของตน ซึ่งหมดสัญญาไปเมื่อวันที่ 31 มี.ค. โดยให้เหตุผลว่าผลการประเมินของตนอยู่ในระดับปานกลาง และคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ในการประเมินครั้งต่อไป ซึ่งถือเป็นการตัดสินตนล่วงหน้าว่า ตนจะไม่สามารถปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นได้

 ทั้งนี้ แม้ว่าเหตุผลทางการเมืองจะไม่ถูกระบุไว้ในเหตุผล แต่ก่อนหน้าที่จะมีการแจ้งไม่ต่อสัญญา ก็มีสัญญาณบางอย่างที่ไม่ดี คือ ผู้บริหารแจ้งตนมาว่า อธิการบดีถูกกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาเรียกเข้าไปสอบสวน โดยอ้างถึงกรณีที่ตนไปเล่นงิ้วธรรมศาสตร์ ร่วมกับอีกหลายคน ในงานรำลึกเหตุการณ์ 14 ต.ค. อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสภามหาวิทยาลัยว่าจะเลิกจ้าง แต่ทราบจากทางคณะอักษรศาสตร์ว่า คณะกรรมการพิจารณาต่อสัญญาไม่ต่อสัญญาจ้างงานเท่านั้น

 น.ส.สุดากล่าวต่อว่า หลังจากนี้ จะทำเรื่องอุทธรณ์เรื่องการต่อสัญญา เพราะอยากเห็นความเป็นธรรมในระบบการจ้างงานในมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมา ตนมองว่ามีบรรทัดฐานการจ้างงานพนักงานในมหาวิทยาลัยที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจาก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ในสมัยสภาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 

 โดยกรณีที่หนักกว่าของตน คือ การจ้างอาจารย์เป็นรายโครงการ หรือการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ส ขณะที่อาจารย์ระดับสูงในระบบราชการ สามารถต่ออายุการจ้างงานของตัวเองต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ได้ทั้งเงินเกษียณอายุ เงินบำนาญ และเงินเพิ่มจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย หลังจากนี้ ตนตั้งใจจะสานงานต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนของนักโทษการเมืองต่อไป

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

“พานทองแท้” ชวนจับตาดู “ใคร-องค์กรใด” จะเอียงเข้าข้างอำมาตย์ แขวะ นิพิฏฐ์ห้ามคิดชั่ว

วันที่ 16 เมษายน 2557 (go6TV) นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Oak Panthongtae Shinawatra (https://www.facebook.com/oakpanthongtaeมีเนื้อหาดังนี้




ประเทศไทยที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะ "ผู้ดีเสียงข้างน้อย อยากจัดตั้งรัฐบาล" แค่นี้เองจริงๆครับ..!!

ผู้ดีเหล่านี้ได้รับธงมาว่า ต้องไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งตามปกติโดยเด็ดขาด เนื่องจากปริมาณผู้ดี เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน กลุ่มคนที่พวกเขาสบประมาทว่าเป็น "ไพร่" และ "ควายแดง" ดันมีจำนวนมากกว่า "ผู้ดี" อยู่หลายเท่าตัว ดังนั้นถ้าใช้ระบบ สิทธิ์ 1 เสียง เมื่อไหร่ 1 อภิสิทธิ์ชนก็จะมีค่าเท่ากับ ไพร่ พรรคฯผู้ดีที่อุ้มชูด้วยระบอบอำมาตย์อุปถัมภ์กันมานาน ก็จะต้องแพ้เลือกตั้ง ไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล 
พรรคการเมืองที่ใช้นโยบาย "อุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจน" ได้รับการสนับสนุนจากอำมาตย์มาโดยตลอด แต่ในช่วงสิบกว่าปีมานี่ กลับต้องมาพ่ายแพ้ต่อพรรคการเมือง ที่ใช้นโยบายช่วยเหลือคนยากคนจน อย่างหมดรูปครับ ไม่ว่าจะเป็น 30บาทรักษาทุกโรคจำนำข้าวรถไฟความเร็วสูง และนโยบายทั้งหลายแหล่ ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน นโยบายเหล่านี้ล้วนเป็นที่แสลงใจพวกผู้ดีในระบอบ "อำมาตย์อุปถัมภ์" รวมถึงพรรคการเมืองตรงข้ามยิ่งนัก

แผนการเดิมที่คิดไว้ก็คือ ขจัดทักษิณฯได้ อำมาตย์ก็จะรักษาอำนาจได้เหมือนเดิมครับ ปฏิวัติก็แล้ว ยุบพรรคฯก็แล้ว เอาโทษก็แล้ว ครอบครัวลูกเมียโดนคดี ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เดือดร้อนกันถ้วนหน้า แต่ถึงเวลาเลือกตั้งทีไร จะยุบไปกี่พรรคฯ ทักษิณฯสนับสนุนพรรคฯไหน พรรคฯนั้นก็ชนะราบคาบทุกทีไป จึงต้องปรับรูปขบวนทัพกันใหม่

ครั้งนี้ทั้งองคาพยพของอำมาตย์ ออกมาเปิดหน้าชก มีส่วนร่วมในการรักษาอำนาจของพวกตน กันเกือบหมดแล้วครับ ใช้ทั้งธงชาติ แอบอ้างสถาบันฯ เอามาใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง อย่างไม่กลัวนรกจะกินกบาลกันเลย คำว่า "ประชาธิปไตย" ของพวกนี้ เป็นเพียงคำพูดหลอกสลิ่ม แต่ในเนื้อแท้คือ "อำมาตยาธิปไตย" ล้วนๆ ผู้ดีคนไหนองค์กรอะไรใครจะเอียง ใครจะเข้าข้างอำมาตย์ ยืนฝั่งตรงข้ามประชาธิปไตยอย่างไร เห็นกันได้จะๆชัดๆในสมัยนี้
ประเทศชาติไปไม่รอดหรอกครับแบบนี้ คนที่รักประชาธิปไตยคงไม่มีใครจะยอมได้ จะเป็นคนดีศรีประเทศ ใหญ่โตมาจากไหน หากไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ก็ไม่มีวันได้รับการยอมรับทั้งจากประชาชนชาวไทย และไม่ได้รับการยอมรับบนเวทีโลก อย่างเด็ดขาด

อย่าเอาชื่อเสียงเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของประเทศไทยมาทำลายทิ้ง เพราะต้องการเอาชนะทางการเมืองเลยครับ อำมาตย์และคนรักชาติรักแผ่นดินทั้งหลาย..!!

ปล.คำว่าอำมาตย์นี่ คนชื่อนิพิฏฐ์ฯ ห้ามคิดชั่ว..นะครับ..!!


อาจารย์จุฬาฯ ชี้ข้อเสนอ "คณะรัฐบุคคล" ถือเป็นการทำรัฐประหารเงียบ ย้ำชัด "ประธานองคมนตรี" ไม่ได้มีหน้าที่รับสนองฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกรณีคณะรัฐบุคคลเสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พูดคุยกับองค์กรต่างๆ ทั้งตุลาการและทหาร และผู้นำทางสังคม เพื่อร่างพระบรมราชโองการทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แก้วิกฤตการเมือง

“จากข้อเสนอของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะคณะรัฐบุคคลนั้น มองว่าถ้ากระทำการได้สำเร็จจริงๆ จะถือเป็นการทำรัฐประหารเงียบชนิดหนึ่ง เพราะว่าสุดท้ายเป้าประสงค์ของข้อเสนอนี้คือการได้มาซึ่งนายกฯมาตรา 7 อันเท่ากับการเปลี่ยนผู้ถือครองอำนาจรัฐ พร้อมทั้งใช้ช่องทางมาตรา 7 เป็นการกำหนดการได้ผู้นำรัฐไปในตัวอีกด้วย


ส่วนกรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่จะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการแต่งตั้งนายกฯนั้น คิดว่ายิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่ามาตรา 7 นี้ไม่ได้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ที่จะแต่งตั้งใครเป็นนายกฯ แต่ทว่ากลับมีการตีความมาตรา 7 ให้เหมารวมว่าเป็นการให้อำนาจของพระมหากษัตริย์มีการแต่งตั้งนายกฯ ซึ่งในความเป็นจริงพระองค์ไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้ เพราะข้อความดังกล่าวมีความชัดเจนว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้บังคับแต่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


ตามประเพณีนี้มีช่องทางคลี่คลายปัญหาได้ คือ แก้ไขไปตามกระบวนการปกติ คือ การเลือกตั้ง แต่ก็มีสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การจงใจให้กระบวนการเลือกตั้งกลายเป็นวิกฤตภายในตัวระบอบประชาธิปไตย


ประเด็นถัดมาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ได้บล็อกไว้อีกว่า การได้มาซึ่งนายกฯ จำเป็นต้องเป็น ส.ส. และที่สำคัญขอย้ำว่า ประธานองคมนตรี ไม่ได้มีหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งใครเป็นนายกฯแต่อย่างใด หากแต่เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ดังนั้น มันจึงมีปัญหาที่เกิดขึ้นคือไม่มี ส.ส. และประธานรัฐสภา ในขณะนี้ ดังนั้น อยากจะเสนอ คือ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่สาระหลักที่จะเป็นต้องเดินมาที่นายกฯมาตรา 7 แต่จะทำอย่างไรให้กระบวนการตามปกติสำเร็จลุล่วงไปได้


ดังนั้น ข้อเสนอดังกล่าวจึงเป็นไปไม่ได้ และไม่มีความชอบธรรมใดๆ อย่างยิ่งที่จะมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ไม่มีตำแหน่งจะสามารถทูลเกล้าฯยื่นนายกฯมาตรา 7 ได้ แต่ยังมีกระบวนการประชาธิปไตยที่พอมีช่องทางปกติแก้ไขได้ โดยจัดการเลือกตั้งให้สมบูรณ์


ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นการดึงเอาสถาบันเชิงประเพณีมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มอำนาจเก่ามาโดยตลอดและการใช้สถาบันมาแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตยนี้ไม่ใช่ครรลองที่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งประเทศไทยอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญจะทำอะไรต้องอยู่ใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์ไม่สามารถทำอะไรที่เหนือไปจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้



ดังนั้น ข้อเสนอต่างๆ ที่ออกมาในเชิงผ่านสถาบันพระมหากษัตริย์นี้ นอกจากไม่ไปเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแล้วยังไม่เป็นประชาธิปไตยอีกด้วย หากแต่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มตนเองมากกว่าที่จะจรรโลงสถาบันพระมหากษัตริย์ควบคู่ไปกับระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่งเพราะจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทและจะเป็นการเพิ่มพูนปัญหาให้มากขึ้นไปอีก

นักวิชาการรามคำแหง ตำหนิข้อเสนอรัฐบุคคล "เป็นเผด็จการมุสโสลินี" ย้ำทางออกคือ "การเลือกตั้ง" เท่านั้น

นายบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ  อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้แสดงความคิดเห็นแย้งต่อกลุ่มคณะรัฐบุคคล ที่แนะนำให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 ว่าเป็นข้อเสนอที่โน้มเอียงไปเผด็จการมุสโสลินี และรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ถึงทางตัน มีทางออกให้จัดการเลือกตั้ง แต่ไม่ทำกันเอง

“กรณีข้อเสนอของกลุ่มคณะรัฐบุคคล เป็นการละทิ้งหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานโดยสิ้นเชิง เพราะความคิดดังกล่าวนี้เป็นการไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก และการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ด้านการเมืองกว่า 80 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งจากข้อเสนอดังกล่าว เสมือนการกระทำให้มุสโสลินีขึ้นมามีอำนาจช่วงทศวรรษ 1922 ในประเทศอิตาลี เพราะในสมัยนั้นมุสโลลินี นำทัพเดินเข้ากรุงโรม ต่อหน้าคนหกหมื่นคนพร้อมทั้งบอกเป้าหมายง่ายมาก โดยบอกว่าเราจะปกครองอิตาลี เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้น่าเป็นห่วง ที่จะพาให้สังคมเข้าภาวะวิกฤตกว่าเดิมเสียอีก ทว่าวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มีทางออกทางเดียวที่ง่ายสุด คือไปลงเลือกตั้ง

ข้อเสนอดังกล่าว มีลักษณะที่โน้มเอียงไปทางเผด็จการมุสโสลินี ซึ่งในแง่ประวัติศาสตร์มุสโสลินีก็พาอิตาลีไปสู่ความพ่ายแพ้ มากไปกว่านั้นแทนที่กลุ่มบุคคลคนเหล่านี้จะเดินหน้าไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย แต่มุ่งไปกดดันสถาบันเชิงประเพณี คิดว่าเป็นการกระทำที่ไม่บังควรที่ไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้ง 14 ตุลาคม 2516 และเหตุพฤษภาประชาธรรม 2535 นั้น คิดว่า 14 ตุลาคม 2516 เป็นสถานการณ์พิเศษ จริงๆ ที่เห็นคู่ขัดแย้งชัด แต่ปัจจุบันนี้ความพยายามของ กปปส.ที่เดินมาได้จนถึงตอนนี้ ที่บอกว่าศัตรูที่แท้จริงคือตระกูลชินวัตร แต่ตนไม่เชื่อว่าการนำเอาคนในตระกูลชินวัตรออกจากประเทศไทยได้ จะเป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมือง อีกเหตุผลหนึ่ง กลุ่มทุนที่เชื่อมโยงทางการเมืองทั้งสองฝ่าย และกลุ่มทางการเมืองทั้งสองฝ่ายมีไม่น้อย เพราะฉะนั้นก็ต่างจากพฤษภาประชาธรรม 2535 ด้วย"